

คืนนั้นระหว่างที่เธอแชท
ผมเห็นเธอsearch
หาอะไรสักอย่าง ผมเคยเห็นเธอเปิดวินโดวแบบนี้แล้วพิมพ์ คำว่า
"คนที่จะอยู่กับฉันไปตลอดชีวิต" ลงไปในช่องว่างสีขาวนั่น
แล้วเห็นถอนใจเบาๆ ตอนที่หน้านั้นแสดงว่า
ผลการค้นหา - คนที่จะอยู่กับฉันไปตลอดชีวิต - ไม่ตรงกับเอกสารใดๆ
ข้อแนะนำ:
· ขอให้แน่ใจว่าสะกดทุกคำอย่างถูกต้อง
· ลองใช้คำหลักอื่นๆ
· ลองใช้คำหลักที่กว้างขึ้น
· ลองใช้คำให้น้อยลง

จากนั้นเธอจึงเธอพิมพ์คำว่า” แมว"ลงไป
ข้อมูลนี้คงหาง่ายกว่า คำที่เธอเคยหา ตัวอักษรมากมายเต็มหน้าจอ
เธอเลือกเปิดดู3-4 หน้าต่าง
แล้วก็พยายามเพ่งพินิจในตัวผม เธอดูแล้ว ดูอีก พลางบอกว่าผมนี่
สืบเชื้อสายเจ้าขุนมูลนายดูไฮโซทีเดียว
ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงตามตำราเสียทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียงอยู่ไม่น้อย 
เธออ่านให้ผมฟังว่า ในยุคโบราณ
แมวมักถูกเลี้ยงอยู่ในพระราชวัง หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยนั้นจึงถือว่าแมวเป็นสัตว์ชั้นสูง
จะว่าไปตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างไปเท่าไหร่นะผมว่า ก็เธอเองวันก่อนยังจะเอาผมไปปล่อยวัดเลย
เธอชี้ชวนให้ผมดูว่าวัดนั้นหน้าตาเป็นเป็นอย่างไร ตอนขากลับจากพิธีกรรมผ่านเข็มเติมความแมน
ผมเห็นเจ้าโฮ่งวางโต เห่าเพื่อนผม ที่หนีภัยขึ้นไปอยู่บนกำแพงวัดอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอว่าคนมักเอาหมา แมว ไปปล่อยไว้ที่วัด เมื่อรู้สึกว่ามันคือภาระ ส่วนเรื่องสัตว์ชั้นสูงนั้น ผมว่าก็เป็นเรื่องจริงทีเดียว
เพราะผมเองก็ชอบปีนต้นไม้ และหลังคาอยู่บ่อยๆ
แต่บางครั้งสูงมากก็ไม่ไหว
กว่าจะลงได้เล่นเอาขาสั่น เธอยังเล่าต่อว่าที่อียิปต์นั้น คนถือว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์
เพราะช่วยจับนก จับหนู ดูแล ปกป้องอาหารของพวกเขา ฟังเรื่องของพรรคพวกแล้ว มันทำให้รู้สึกฮึกเหิมดีแท้
ผมยืดตัวขึ้นนั่ง ทำท่าหล่อ กรุ๋ง กริ๋ง...กรุ๋ง กริ๋ง....ฟึดๆ ผมถอนใจหงุดหงิด เสียงนั่นบอกผมว่า ผมคงหมดโอกาสไปเข้าร่วมขบวนการปกป้องอาหารได้ ตราบใดที่กระพรวนบ้านี่ยังคงติดอยู่ที่คอผม

เช้านี้นายโซฟามาทำอะไรกับมุมโปรดของผมนั่น เมี้ยวว ฟ่อ................
นี่มันมุมโชว์พาวเวอร์ของผมนะ ผมทักท้วงเสียงดัง
แต่นั้นไม่ได้ดึงความสนใจจากเขาได้แม้แต่น้อย โซฟาปุ ปุ
ของผมเปลี่ยนไป มีผ้าชิ้นหนา กลิ่นแปลกห่อหุ้มอยู่
กลิ่นของมันทำให้ผมไม่อยากเฉียดไปใกล้.....ฮัชชิ้ว...
"วะ ฮะ ฮ่า เป็นไงล่ะจอมซ่า นี่คือนวัตกรรมใหม่ นาโนเทคโนโลยี
ผลิตสิ่งนี้มาเพื่อ ปกป้องโซฟาแสนรัก
ให้รอดพ้นจากกรงเล็บของพวกแก วะ ฮะ ฮ่า"
ผมไม่ชอบเสียงหัวเราะแบบนี้เลย ให้ตาย
ถึงตอนนี้ผมจะไม่อยากอยู่ใกล้มันแต่โซฟานั่นก็เป็นของผมไม่ใช่หรือ
ไวเท่าความคิด ปิ๊ด..........
ผมหันหลังไปเพื่อทิ้งกลิ่นเฉพาะตัว ไปยังนวัตกรรมงี่เง่าที่หุ้มห่อโซฟาของผม แล้วจึงหันไปในทิศตรงกันข้าม เพื่อฝากน้ำมีกลิ่นลงไปยังกล่องเครื่องมือนั่นด้วยความรวดเร็ว

"เฮ้ย !!! เสียงเขาโวยวาย
ผมดีใจที่ไม่ได้ยินเสียงเขาหัวเราะแบบนั้นอีก
"ฉี่ลงมาใส่กล่องแบบนี้
ก็เหม็นแย่น่ะสิ"
"เมี้ยว" ก็กล่องนั่นมันอยู่ในบ้านผมนี่ (วะ ฮะ ฮ่า)
สาวสวยของผมเธอโผล่ในทันที ด้วยแว่วเสียงสรรเสริญ
วีรกรรมของผม
แต่ก็ยังพลาดฉากเด็ดไปฉิวเฉียด
เธออ้าปากหวอ เลิกคิ้วซ้ายนิดๆ แต่แล้วก็หัวเราะคิกคักออกมา
เสียงหัวเราะแบบนี้ต่างหาก
ที่ผมชอบ ท่าทางของเธอมันแปลว่า"ก็ช่วยไม่ได้นะคะ วะ ฮะ ฮ่า"
"เดี๋ยวหาผ้ามาเช็ดให้นะคะ" เธอบอกพร้อมเดินเข้ามาอุ้มผมออกไป
ระยะหลังนี้ผมได้แต่เฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงของเธอและบ้าน
นอกจากหนังสือแมกกาซีนและก๊อสสิบปาปารัสซี่
กองโตที่ได้อันตรธารหายไปแล้วนั้น ข้าวของในบ้านนั่นก็ใช่
มันดูเป็นระเบียบอย่างไม่เคยเป็น
ผมว่ามันเรียบร้อยเกินไป จนผมไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหน
แถมยังมีผ้ามหาภัยมาห่อหุ้มโซฟาของผมไว้แน่นหนา
ที่ที่เคยเป็นมุมโปรดของผม ในขณะนี้กำลังส่งกลิ่นรบกวนโสตประสาท
อยู่ไม่น้อย เข้าทำนอง"คนใช้ แมวเกลียด"นั่นทีเดียว 
เธอบอกว่าอาจจะมีคนแวะมานั่งกินกาแฟที่บ้าน เธออายที่จะให้เขานั่งบนโซฟาปุ ปุ นั่น เธอรู้ว่าผมชอบ
และแม้ว่ามันจะดูอาร์ตในบางที แต่มันอาจจะดูไม่ดีนัก ใครเห็นเข้าก็จะคิดว่าผมนั้นช่างไร้วินัย และตัวเธอคงโดนตำหนิว่าสอนผมไม่ดี
เธอพูดพร้อมกับเกาคางผม
ไปด้วย ผมโดนเธอกล่อม
เสียอยู่หมัด....
ผมว่าเออี
เป็นอาชีพที่เหมาะกับเธอ
แล้วล่ะ
แต่เอาเถอะ สุดท้ายเธอสัญญาว่า จะถอดมันออกทันทีที่ใครคนนั้นกลับไป
ถ้าพระผู้เป็นเจ้ายังคงอยู่ข้างผม โปรดจงดลบันดาลให้ผมได้ผ่านช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้ไปโดยไวด้วยเถิด อาเมน...
วันนี้ดูเธอตื่นเต้น และสดใสเป็นพิเศษ เธอยิ้มแย้มกับโทรศัพท์ด้วยเสียงแหลมเล็กสูงปรี๊ด สลับกับการหัวเราะคิกคัก
ต่างกับเวลาที่แม่เธอโทรมา เธอมักคุยด้วยเสียงโมโนโทน สัญชาติญาณของผมบอกว่า คงเป็นวันนี้ที่เธอเฝ้ารอ
ผมเองก็แอบดีใจลึกๆ ไม่ได้ดีใจไปกับเธอหรอก แต่เป็นเพราะนับจากนี้อีกไม่กี่วันผมจะได้โซฟาปุ ปุ แสนดุเดือด
คืนมาเสียที
ผมได้ยินเธอเล่าว่า เธอเจอเขาเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เขาลาพักร้อนกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย เธอว่าเขานั้น เป็นคนฉลาดร้าย
ที่แสนจะตลก เขาดูมีสไตล์ และเธอเองก็เป็นโรคแพ้เต็คท์
ครั้งนั้นเขาและเธอนัดกันที่ ห้างดังใจกลางเมือง

ก่อนเจอหน้เขาเธอแวะไปตั้งสติระงับความตื่นเต้น
ที่ร้านกาแฟชื่อดัง มีสาขาอยู่ทั่วโลก ร้านที่เธอออกความเห็นว่า รสชาตินั้นด้อยกว่ากาแฟโกฉุ่ยร้านหน้าปากซอย
อยู่หลายขุมนักในขณะที่ราคานั้นแพงกว่าถึง10เท่าตัว
เพียงแต่เวลาที่เธอถือแก้วกาแฟโลโก้วงกลมสีเขียวนั่น
ที่มีอิทธิพลต่อความมั่นใจ ซึ่งเธอว่ามันทำให้เธอดูดีขึ้นประมาณ 19.45%
เธอโทรหาเขา เพื่อบอกถึงการมาของเธอ เเล้วเล่าต่อว่า เธอเข้าไปทักเขาด้วยกริยามั่นใจ ที่ฝึกฝนหน้ากระจก
มาเป็นอย่างดี เขาอยู่ในเสื้อยืดสีแดงสดแลดูง่ายๆกว่าเธอเสียอีก กับกางเกงผ้าสีตุ่นๆที่เขาใส่เธอคิดว่ามัน
เหมือนกับกางเกงชาวเล เธอเหลือบดูรองเท้าแตะทรงแปลกๆของเขาแวบหนึ่ง สิ่งที่เตะตาเธอที่สุดคงเป็นย่ามใบนั้น
ดูช่างกล้า เธอกระพริบตา2-3ครั้ง เพื่อตั้งสติ แล้วมองชายหนุ่มผิวแทน ร่างสันทัดตรงหน้าอย่างเต็มตา
เธอว่าเเว่นสายตาสี่เหลี่ยมทรงประหลาดที่เขาใส่นั่นแหละแปลกชนะเลิศ
ติสท์แตกไปหรือเปล่า????
แต่เธอก็ปลงใจไปว่า เต็คท์ก็เป็นกันแบบนี้แหละ
ในตอนนั้นสมองบางส่วนของเธอก็แอบนึกไปถึงเพื่อนเธอหลายคนที่มาจากที่ๆเขามาคนพวกนั้นช่างดูหรูหรา
เก๋ไก๋ และแอบหยิ่งอยู่ในที เธอไม่ได้หวังว่าเขาจะเป็นแบบนั้น แต่นี่มันช่างเหนือความคาดหมายไปไกลนัก
เขาชวนเธอทานมื้อเที่ยงด้วยกัน
วันนั้นเขาใช้เวลาดูหนัง ช็อปปิ้ง เดินเล่น กินกาแฟอยู่กับเธอจนดึกดื่น
และโทรมาคุยเป็นเพื่อนเธอตอนเธอขับรถกลับบ้าน
(ทั้งๆที่เขาประกาศห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ)

อย่างไรก็ตาม ถือว่า
วันนี้เธอได้ 1 แต้ม เยสสส!!!
ผมเฝ้ามองเธอเดินคุยโทรศัพท์ไปมา
บางครั้งก็แวะเวียนไปหน้ากระจกบานใหญ่ ไม่เข้าใจว่าทำไม
เธอต้องเดินอะไรมากมายขนาดนั้น แม้ว่าผมจะฉลาดสักเท่าไหร่
ก็คงหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้
เพราะเวลาที่กระเพาะของผมสั่งการ สมองก็มักจะลีบเล็ก
จนแทบหยุดทำงานอยู่เสมอ
"เมี้ยว.."ผมร้องเตือนเธอ ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องผมเลยในเช้านี้ ผมเข้าไปนัวเนียกับขาเธอจนเธอแทบเดินต่อไม่ได้
เธอพยามก้าวไปข้างหน้า แล้วเอาข้อเท้าอีกข้างช้อนใต้ลำตัวผม
ผมจึงโก่งตัวป่ายหางไปพันแข้งเรียวนั่น
"รู้แล้วจ้า รู้แล้ว...หาอยู่เนี่ย" เธอบอกผม แล้วบ่นพึมพำ
"ซื้อมาแล้วเอาไปไว้ไหนน้า....จำไม่ได้ๆ" เหมือนเธอพยายามหาอะไรสักอย่าง ปลาทูเมนูเด็ดของเธอ
มันอยู่ในตู้เย็นไม่ใช่หรือ แล้วเธอเดินมาหาอะไรในลิ้นชักแพนทรีนี่เล่า
"อ่า....แต่น แตน แต้น" เธอคว้ากล่องสี่เหลี่ยมสีสด มีรูปของพรรคพวกมาเขย่าตรงหน้า ผมย่นคอมองสิ่งนั้น

อย่างแปลกใจ
"เมี้ยวว" ผมลากเสียงยาวขึ้น เธอหันตัวกลับรวดเร็วราวกับนักบัลเล่ต์ เปิดฝากล่องออกมา เสียงแครกๆ
ทำให้ผมเริ่มสนใจ
"เมี้ยวว" ผมยังคงร้องต่อไปตราบใดที่ยังไม่มี
อะไรเข้าปาก ผมจะไม่ยอมหยุด สาบานได้
เธอทำท่าเหมือนนักเล่นมายากล
ล้วงถุงสีชมพูวาวออกมา
"เมี้ยววว"ผมร้องดังขึ้นอีก
อะไรกันนักหนา ไหนล่ะปลาทู
เธอยิ้มหวานใส่ผม
ทำหน้าเหมือนนางเอกโฆษณาผ้าอนามัย
ที่ต้องยิ้มมั่นใจตลอดเวลา ค่อยๆฉีกถุงนั่นออก
เทเม็ดอะไรสักอย่างแดงๆดำ ลงไปในจานของผม
ป๊อกๆ ...เธอเอาก้นจานเคาะบนแพนทรีพอเป็นพิธี
แล้วก้มตัววางมันลงตรงหน้าผม อะไรกันหนอ
หน้าตาเหมือนเม็ดมะขาม ไม่นะผมไม่กินมังสะวิรัติ
"เมี้ยววว" หรือเธอคิดว่าผมอ้วนเกินไป ผมเงยมองเธอด้วยสายตามีคำถาม
เธอย่อตัวลงนั่ง แล้วไถจานมาจนชิดสองขาหน้า
ผมก้มลงดมซ้ำๆ กลิ่นอะไรกันนี่
"เมี้ยวววว" เธอหยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วจ่อมาชิดที่ปากผม
จนต้องหดคอเข้ามา ผมลองเอามือเขี่ยมัน 2-3ที
"กินสิ อร่อยนะ" อืม เธอพูดอย่างคนที่เคยลิ้มลองมันมาก่อนแล้ว
ผมจึงวางใจอ้าปากรับเจ้าเม็ดนั่นเข้ามา
รสสัมผัสประหลาดลิ้นแท้หนอ มีเสียงกรุบแกรบเวลาเคี้ยว
อา...ผมเริ่มแน่ใจแล้วว่าอร่อยของเธอและผมนั้น
ความหมายคงต่างกันโดยสิ้นเชิง
วันนี้ผมต้องอาศัยเจ้าเม็ดๆนี่ประทังความหิว มันคือไฟลท์บังคับ
"เดี๋ยวนี้แมวเค้าเปลี่ยนมากินแบบนี้กันหมดแล้ว ที่โฆษณาในทีวีไง
จำได้ไม๊" เธอว่างั้น
ผมฝืนใจกินเข้าไปอีก2คำ เมื่อเธอเห็นว่าผมได้ทำความรู้จักกับอาหาร
ที่เธอคิดว่าแสนอร่อย
เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
"เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะคะ"
แล้วเคลื่อนตัวจากไปสำรวจความเรียบร้อยของบ้าน
ผมจบมื้อเช้าก่อนที่กระเพาะจะรู้สึกอิ่มด้วยการลับเลียริมฝีปาก
ถึงแม้ว่าปลาทูจะไม่ใช่เมนูโปรดของผม
อย่างที่เธอคิด แต่หากเธอนั้นคิดว่าผมจะชอบกินเจ้าสิ่งนี้
ผมขอบอกว่า "เธอคิดผิด" เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอาวรณ์
ปลาทูกับข้าวร้อนๆขึ้นมาจับจิต
ทำไมผมต้องเกาะติดกระแสไปกับเธอด้วย ไม่เข้าใจ!!!
เธอยังคงคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงสูงต่ำนั่น ปล่อยผมเดินไปหาแสงแดดอุ่น
เพื่อนั่งยืดขา เล็มเลียขน
ลดอุณหภูมิความร้อนในกาย และผ่อนคลายอารมณ์ แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่าง 
แอบตัวอย่างแนบเนียน
กับสีผนัง เมื่อคืนนี้ฝนตก
พวกแมลงออกมา
เล่นแสงไฟนีออน
บางตัวก็กลับบ้านไปแล้ว(บ้านเก่า) มดตัวน้อย
เดินขบวนมาอัญเชิญร่างไร้วิญญาณของสัตว์ปีกเล็กๆ
ไปยังรังของมัน สูงจากพื้นดินประมาณ 4 ฟุต นักล่าปากแหลม
มาคอยดักกินมด และแมลงที่มีชีวิตรอด
แต่อ่อนแรงเต็มที ฟังดูไร้ศักดิ์ศรีเสียจริง แต่เรื่องปากท้องนั้น
อย่าว่าแต่สัตว์เลย มนุษย์บางกลุ่ม
ก็แสวงหาประโยชน์จากผู้หมดทางสู้อยู่ถมไป
ครั้งนี้ยุทธภูมินั้นช่างเป็นใจ เป้าหมายอยู่ไม่ไกลนัก
ไม่จำเป็นต้องขยับตัวให้กระพรวนทำงาน
ผมนิ่งจ้องมันไม่ละสายตา
แมลงโชคร้ายตัวนั้นขยับปีกเข้ามาเกาะไม่ไกล เป้าหมายของผม
มันสะบัดหางไปมาราวกับใช้ความคิด ทำเอาผมลุ้นจนต้องสะบัดหางช้าๆตามมันไปด้วย มันค่อยๆขยับตัวเข้ามา
อีกนิด.... เข้ามาอีกนิดน่า....อย่างนั้น...เข้ามา!! ผมกระโดดตะปบมันด้วยสองมือพญายม
"ปั๊บ.." / ครืด.....
"เข้ามาเลยค่า ซอยนั้นแหละค่ะ"เสียงแหลมเล็กทะลุโสตประสาทของผม
"เดี๋ยวจะออกไปยืนหน้ารั้วนะคะ จะได้เห็นชัดๆ" เสียงเธอทำสมาธิของผมกระเจิงไปไกล เป้าหมายของผม
รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด ทิ้งไว้เพียงแต่หางที่กำลังเต้นระบำให้ผมดูต่างหน้า เธอเดินเร็วผ่านผม
ผ่านที่จอดรถ ไปยังประตูรั้วสีเข้ม เธอหยุดอยู่ที่ประตู
เหมือนตั้งสติเพียงอึดใจ แล้วจึงเปิดประตูออกไปช้าๆ
อีกมือยังคงถือโทรศัพท์แนบไว้
"เห็นแล้วใช่ไหมคะ โอ.เค. เดี๋ยวจอดแอบไว้หน้าบ้านเลยค่ะ"
เธอวางสายนั่นไป พร้อมกับที่รถคลาสสิคคันเล็กสีขาว เข้ามาจอดสนิท
"สวัสดีจ้ะ" เสียงทุ้มต่ำนั่นทักทายเธอ
"หายากไหมคะ ต้องขอโทษจริงๆเลย ที่ต้องให้จอดรถไว้หน้าบ้าน
เพราะข้างในมันจอดได้แค่คันเดียวน่ะค่ะ
แน่ล่ะสิก็สมบัติพัสถานเธอที่วางไว้มันเยอะเสียจนล้นออกมาจากที่ว่างที่สามารถจอดรถได้2คัน
มันจึงถูกแบ่งพื้นที่ไป เหลือไว้ให้เธอจอดได้แต่เพียงผู้เดียว
เสียงนั้นเจื้อยแจ้ว รับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มใส
อย่างที่ผมเห็นเธอยิ้มกับกระจกอยู่บ่อยๆ
คงเป็นหมอนี่ที่เธอหลงปลื้มเสียหนักหนา ผมว่าผมเจอคนมาก็มาก
แต่ก็ไม่เห็นใครประหลาดเท่ามนุษย์
ที่ยืนห่างผมไปไม่ไกลนี่ บนจมูกเขามีอะไรสักอย่างยื่นออกมาขนานกับใบหน้า เป็นสี่เหลี่ยมแปลกๆ 2 ชิ้น
และยังมีก้านเล็กๆ
ยาวมาถึงหลังหู
เขามองทุกอย่างผ่านช่องสี่เหลี่ยมนั่น
"เมี้ยวว" ผมร้องบอกตัวตน ทักทายไปด้วยมารยาท
ของเจ้าบ้านที่ดี
"อา...นี่เหมียวซ่าค่ะ ที่เคยถ่ายรูปไปให้ดู จำได้ไหมคะ"
"อ๋อ จำได้สิจ้ะ" เขายิ้มแปลก
เธอเชื้อเชิญเขาเข้ามานั่งในบ้าน แน่นอนบนอดีตโซฟาปุ ปุ
แสนดุเดือดของผม ที่ในตอนนี้ผมไม่อยากแม้แต่จะมองมัน
เขานั่งอยู่ในฉากที่เธอเซ็ทไว้อย่างเป็นระเบียบ
"ชาหรือกาแฟดีคะ"
เธอดูคล่องแคล่วมั่นใจ สมเป็น เออี
"กาแฟก็ดีจ้ะ ไม่ใส่น้ำตาลนะจ๊ะ"
โอ๊ว..นี่สิ ลูกผู้ชายตัวจริง...หน้าเธอบอกว่าอย่างนั้น
ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอในบ้าน หลังจากหางเล็กๆนั่นหยุดเคลื่อนไหว กลายเป็นของตาย
ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไป
ผมเห็นหมอนั่นนั่งจิบกาแฟบนชุดโซฟาในมุมรับแขก
เธอของผมนั้นทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงแพนทรี
พวกเขาคุยสลับกับส่งเสียงหัวเราะดังเป็นระยะๆ
ผมเดินทอดน่องผ่านมุมรับแขกไปช้าๆ
ไปยังห้องเล็กที่อยู่ลึกสุดติดกับบันไดทางขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้าน
ผมคงต้องช่วยตัวเอง
วันนี้เธอลืมวางถ้วยใส่น้ำไว้ให้ผม น่าเศร้าไหมล่ะ
ห้องนี้ค่อนข้างเย็นอยู่สักหน่อย ผมค่อยๆปีนขึ้นไปยืนบนปากบ่อน้ำเล็กๆวงรี สีขาวทรงประหลาด 
ที่บางครั้งผมเห็นเธอนั่งทับปากบ่อไว้ พร้อมกับอ่านหนังสือก๊อสสิบดาราไปด้วย
เห็นได้อย่างไรน่ะหรือ
ก็เธอมักจะเปิดประตูทิ้งไว้น่ะสิ
และผมเองก็ไม่ใช่คนอื่น เธอว่างั้น
พอปีนขึ้นไปได้แล้ว ผมเกร็งขาไว้มั่น ค่อยๆก้มหน้าลงไป ลงไป อีกนิด
อืม....ผมไม่ชอบมันเท่าไหร่หรอกครับ
น้ำในบ่อนี้รสชาติออกจะแปลก กินทีก็แสนจะลำบาก แต่จะทำอะไรได้ล่ะ ผมไม่มีทางเลือกนี่นา
ก็ยังดีที่วันนี้เธอไม่ได้ดึงฝารีๆสีขาวทึบนั่นมาปิดไว้
ไม่อย่างนั้นผมคงแย่ทีเดียว!!!
"ฮัชชิ้ววว ฮัชชิ้วว" เสียงนั่นดังมาจากทางโซฟา
ใช่ผมตัวเดียวเสียเมื่อไหร่ ที่ไม่ถูกชะตากับกลิ่นโซฟานั่น(วะ ฮะ ฮ่า)
เสียงจามนั้นทำให้ผมรู้สึกดีกับเขาขึ้นมานิดหน่อย หากไม่นับหน้าตาที่ประหลาดเหลือ อย่างอื่นก็ไม่ได้เลวร้ายนัก
"ไม่สบายหรือเปล่าคะเนี่ย"
"ก็แค่ภูมิแพ้น่ะจ้ะ"
"เหรอคะ แย่จัง คงเพราะโซฟานี่น่ะค่ะ เพิ่งให้ช่างเค้ามาทำผ้าใหม่" เธอย่นจมูกหน้าใส่เขา ทำนองว่าแย่จัง
"งั้นเราย้ายไปนั่งตรงระเบียงหน้าบ้านดีกว่าค่ะ "
เธอชวนเขาออกห่างจากโซฟา ซึ่งจริงๆแล้วเธอเองก็เคยบ่นเข้าหูผม ถึงเรื่องกลิ่นของโซฟาไล่แมวนี่เหมือนกัน
ก็แน่ล่ะ "คนยังทนไม่ได้ แล้วแมวจะไปเหลืออะไร"
ต้นเสียงสูงๆต่ำๆนั้นย้ายไปอาศัยร่มชายคาระเบียงหน้าบ้าน
เรียกความสนใจของผมให้ตามออกไป
วันนี้เธอของผมพูดจาด้วยภาษาแปลกๆ อย่างที่เคยได้ยินจากทีวีว่า
พูดแบบไทยคำอังกฤษคำ
เธอทำหน้าเก๋เวลาพูด จนผมเผลอนึกไปว่าคงมีวิญญาณของมนุษย์ต่างด้าวมาเข้าสิงเธอ ผมทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้ง ตรงหน้าเธอ
แต่เธอก็ยังคงหัวเราะไม่หยุดหย่อน
"ฮัชชิ้วววว"
โซฟานั่นมีผลต่อมนุษย์มากกว่าผมเสียอีก นี่ขนาดออกมาข้างนอกแล้วเชียว กลิ่นมันคงติดจมูกเขามาด้วย ผมว่านะ
ผมกลิ้งตัวอีก 4 ตลบ ไปเจอเท้าคู่ใหญ่ๆ ผมเอื้อมมือไปเขี่ยเล่น
เท้านั่นขยับไกลผมไปอีกหน่อย 
ผมเห็นเขาหลุบตามองผมผ่านสี่เหลี่ยมนั้นแวบหนึ่ง
ก่อนขยับตัวออกไปอีก
ผมแหงนมองหน้าเขา
อยู่นาน
จนไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป ขอดูให้ชัดๆสักหน่อยเถอะ
ผมจึงกระโดดพรวดขึ้นไปบนตักของเขา
"ฮัชชิ้ววว ฮัชชิ้วว ฮัชช้ววววววววววววว" เขาใช้ความไวที่น้อยกว่าผม
ยืดตัวยืนขึ้น จนผมต้องกระโดดแผลวออกมา
"ว้ายยย เป็นอะไรมากไหมคะนี่" เธอทำหน้าตกใจแบบสวยๆ
นั่นน่ะสิ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ผมคิด
??????????
โอ...เมื่อกี้เขาบอกว่าเป็นภูมิแพ้ นั่นแปลว่าผมไม่ควรอยู่ใกล้เขาอีกต่อไป
ไม่อย่างนั้นผมคงติดโรคร้ายจากหมอนี่แน่ๆ
ให้ตายเถอะ คนที่เธอหลงเพ้อนั้นช่างอ่อนแอสิ้นดี ผมว่าเธอควรแนะนำให้เขาไปฉีดวัคซีนอย่างผมดูบ้าง
ค่ำคืนนี้มันช่างทรมานนัก ผมเดินไปมาระหว่างเบาะนอนของผม
กับกระบะทรายมาแล้ว 3 รอบ
เธอยังคงคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงสูงต่ำไม่ต่างจากเมื่อเช้า
เธอหันมาขอโทษผมเบาๆ
หลังจากที่เพื่อนเธอบอกว่าไม่ควรเปลี่ยนชนิดอาหารให้ผมกระทันหัน
เพราะมันจะทำให้ผมท้องเสีย
.......อย่างนี้แหละครับ อะไรดีๆ
มักมีคนมาบอกเราภายหลังเสมอ..........